ประหยัดเวลา ค้นหาข้อมูล จบในข่าวเดียว
Stock Insight
สรุปปัจจัยบวกที่ส่งผลดีต่อหุ้นในบทวิเคราะห์:
- ผู้บริหารมองการปรับปรุงการดำเนินงานและหยุดธุรกิจที่ไม่สร้างกำไร จะส่งให้ลดค่าใช้จ่าย (หลังภาษีฯ) ได้รวมราว 1,350 ลบ./ปี
- อุปสงค์ปูนซีเมนต์ในภูมิภาคพื้นตัวอย่างแข็งแกร่งใน 4Q67 โดยประเทศไทยเติบโต +5% YoY เวียดนาม +12% YoY และกัมพูชา +19% YoY
- สำหรับประเทศไทย การฟื้นตัวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากการเติบโตมาจากทุกภาคส่วน
- ผู้บริหารเชื่อว่า อุปสงค์ปูนซีเมนต์ในภูมิภาคจะยังคงเติบโตต่อไปในปี 2568 เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในทุกประเทศดังกล่าว
- คาด 1Q25F กำไรยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีโอกาสฟื้นตัวในช่วง 2H25 หลัง product spread ฟื้นจากผู้ผลิตบางส่วนทยอยปิด/ลด/เลื่อน การผลิต ส่งให้ supply ตึงตัวขึ้น
- ธุรกิจซีเมนต์ฟื้นตัวใน 2025 ทั้งตลาดในประเทศ และอาเซียน
- ตลาดในประเทศคาด demand จากโครงการรัฐจะเพิ่มขึ้นตามการเร่งลงทุน ชดเชยฝั่งโครงการอสังหาฯเอกชนที่ชะลอจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
- ส่วนตลาดต่างประเทศ มองเวียดนามและอินโดฯมีโอกาสเติบโตตามการลงทุนของภาครัฐเช่นกัน
- ราคาขายปูนในประเทศปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
- SCC มีการปรับลด marketing discount ที่ให้กับผู้แทนจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาจำหน่ายหน้าโรงงานสูงขึ้น (เป็นการทยอยปรับ ซึ่งจะสูงสุดที่ 400 บาท/ตัน)
- การปรับราคาจำหน่ายปูนดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยปูนใน 1Q25 อยู่ที่ราว 2,100 บาท/ตัน (+ 5% YoY & QoQ) และคาดขึ้นต่อใน 2Q25
- ราคาขายเฉลี่ยปูนที่สูงขึ้นทุกๆ 100 บาท/ตัน จะคิดเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2025 ราว 3%
- ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าผลประกอบการงวด 1Q68 ของ SCGP จะดีขึ้นกว่า 4Q67 อย่างมีนัยสำคัญ
- เนื่องจากงวด 4Q67 มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวหลายรายการ อีกทั้งปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจช่วงต้นปีเริ่มดูดีขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการอุปโภคบริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียน
- ขณะที่ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนที่ปรับตัวลงในงวด 4Q67 มีโอกาสขยับขึ้นในงวด 1Q68 หลังจากที่จีนเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตภายในประเทศจาก 70% เป็น 75% ในงวด 4Q67 ทำให้ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศจีน เดือน ม.ค 67 ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 2%
- สะท้อนให้เห็นว่ากำลังการผลิตส่วนเกิน (Idle Capacity) ของจีนลดลง และเริ่มประสบปัญหาความไม่เพียงพอของวัตถุดิบ จึงมีโอกาสที่จีนจะเพิ่มการนำเข้ากระดาษบรรจุภัณฑ์จากอาเซียน
- ส่วนราคาเศษกระดาษซึ่งป็นวัตถุดิบหลักของ SCGP ยังคงมีทิศทางปรับตัวลดลงต่อ
- น่าจะทำให้ต้นทุนเศษกระดาษที่ใช้ในงวด 1Q68 น่าจะปรับลดลงมาได้ราว 10%QoQ
- สำหรับธุรกิจ Fibrous Chain คาดกำไรจะฟื้นตัวดีขึ้นเทียบกับ 4Q67 เช่นกัน หลังหน่วยผลิต Dissolving Pulp ได้ผ่านการหยุดซ่อมบำรุง Boiler ไปแล้วในงวด 4Q67 จะทำให้มีปริมาณการจำหน่ายกลับสู่ระดับปกติ
ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อหุ้นในเชิงบวก:
- SCC คาดว่าส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์จะปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2568 จากอุปสงค์ที่ทยอยฟื้นตัวหลังจากจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แต่คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปี 68
- LSP จะกลับมาเดินเครื่องหรือไม่นั้นจะต้องรอดูราคาโพรเพนและความคุ้มค่าในการผลิตทั้งสายการผลิตอีกครั้ง
- ปัจจัยบวกดังกล่าวคาดว่าจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากความต้องการซีเมนต์ที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากรัฐบาลได้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนและต้นทุนถ่านหินลดลง
- การประหยัดต้นทุนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ -5 พันลบ.ในปี 2568
- บริษัทมีความสามารถในการรองรับ ตั้งเป้ากลับมาเปิดผลิตในครึ่งหลังปี 2025 หลัง product spread ฟื้นตัว เนื่องจากผู้ผลิตบางส่วน shutdown จากสภาวะที่ spread ต่ำ
- ทั้งนี้แผนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับ LSP ในระยะยาว อย่างโครงการลงทุนจัดหาอีเทน (ต้นทุนต่ำกว่า Propane และ Naphtha) เป็นไปตามแผน เงินลงทุนคาดราว 500 $mn (ยังไม่สรุป Vs. ก่อนหน้า 700 $mn) คงเป้าเปิดใช้ภายใน 2027
- SCC มีแผนลดงบลงทุน (CAPEX) จาก 5.5 หมื่นลบ.ในปี 2567 เป็น 3.0-3.5 หมื่นลบ.ในปี 2568
- อยู่ระหว่างการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักซึ่งเราคาดว่าจะได้รับกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวในช่วงครึ่งแรกของปี 2568
สรุปปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในบทวิเคราะห์:
- คาดว่าผลประกอบการครึ่งแรกปี 68 จะยังคงเผชิญความท้าทายจากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ยังต่ำต่อเนื่องและต้นทุนคงที่จำนวนมากสําหรับโครงการ LSP
- ธุรกิจเคมิคอลส์และธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีผลการดำเนินงานที่อ่อนแอ
- ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอเมื่อเทียบกับกำไรปกติ 502 ลบ. ใน 4Q66 หลักๆ เป็นผลมาจากการบันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายสำหรับโครงการ Longson Petrochemical (LSP) เต็มไตรมาสที่ 850 ลบ./เดือน และมีค่าก๊าซไนโตรเจนอีกประมาณ 100 ลบ./เดือน และมีค่าก๊าซไนโตรเจนอีกประมาณ 100 ลบ./เดือน เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของอุปกรณ์โครงการ LSP และเพื่อความพร้อมกลับมาผลิตได้อย่างรวดเร็ว
- ส่วนต่างราคา HDPE ปรับลดลงมาอยู่ที่ US$316/ตัน ใน 4Q67 (4Q66: US$363/ตัน, 3Q67: US$323/ตัน) เนื่องจากความต้องการยังคงชะลอตัวลง
- นอกจากนี้ธุรกิจซีเมนต์ก็อ่อนแอ YoY จากความต้องการที่ลดลงจากภาคครัวเรือน (60% ของความต้องการซีเมนต์ในประเทศทั้งหมด) และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
- โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีที่มีผลขาดทุนสูงถึง 3,403 ล้านบาท เกิดจาก Spread ของผลิตภัณฑ์หลักทั้ง HDPE-Naphtha และ PP-Naphtha อยู่ในระดับต่ำมาก
- มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นจากโรงงานปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่เวียดนาม (LSP) หลังการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในเดือน ต.ค 67
- ขณะที่ธุรกิจ Packaging (SCGP) มีผลขาดทุน 57 ล้านบาท นับเป็นการขาดทุนครั้งแรกตั้งแต่เข้าจดทะเบียนใน SET ปี 2563
- จากหลายปัจจัยลบที่เข้ามากดดันพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นราคากระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง 6%QoQ เกิดจากภาวะ Over Supply ในตลาดอาเซียน หลังจีนลดการนำเข้ากระดาษบรรจุภัณฑ์จากอาเซียนเนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้า
- อีกทั้งผู้ใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์หลายรายลดระดับการเก็บสต๊อกสินค้าลงในช่วงปลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
- นอกจากนี้ SCGP ยังต้องรับรู้ผลขาดทุนจาก บริษัท Fajar ตามสัดส่วนการถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 55.24% เป็น 99.72% และมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินจํานวน 14,400 ล้านบาท ในการเข้าซื้อหุ้น Fajar ซึ่งเริ่มรับรู้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในเดือน ก.ย 67 เป็นเดือนแรก
- ส่วนธุรกิจ Fibrous Chain ก็มีการหยุดซ่อมบำรุง Boiler ของโรงต้มเยื่อในการผลิต Dissolving Pulp กระทบต่อปริมาณการขายราว 9 พันต้น
- ธุรกิจรีไซเคิลของ Peute & Jordan เผชิญผลขาดทุนหนักจากต้นทุนการเก็บเศษกระดาษที่เพิ่มขึ้นสวนทางราคาเศษกระดาษที่ลดลง
- มีการเปลี่ยนวิธีคำนวณต้นทุนใหม่ ทำให้ต้องปรับปรุงรายการทางบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวในงวด 4Q67 จํานวน 260 ล้านบาท
- ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล ที่พลิกเป็นขาดทุน 385 ล้านบาท จากที่เคยทํากําไรได้ในระดับ 100-600 ล้านบาท/ไตรมาส มาโดยตลอด
- เนื่องจากไตรมาสนี้มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดจากโครงการลาออกโดยสมัครใจของพนักงานและมีการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ค้างไว้นานรวมกันประมาณ 500 ล้านบาท
- ขณะที่ ธุรกิจเอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) ก็มีกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 80 ล้านบาท (-58%QoQ,-45%YoY) จากการบันทึกค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรและค่าเสียหายของโรงงานกระเบื้องที่ฟิลิปปินส์จากเหตุน้ำท่วม
- อีกทั้งความต้องการใช้กระเบื้องเซรามิคและสุขภัณฑ์ปรับตัวลดลงในทุกประเทศที่ SCGD มีฐานการผลิต
- ธุรกิจโอเลฟินส์ที่อ่อนแอจะกดดันกำไรปี 2568
- มองครึ่งแรกปี 2025 ปิโตรเคมียังเผชิญการแข่งขันสูง จาก supply ใหม่ โดยสายโอเลฟินส์ ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในจีน
- มองระดับ spread จะอยู่ใกล้เคียงช่วง 4Q24 (316 $/ton, 1Q25TD 290 /ton) มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2025
- หาก HDPE/PP spread ยังไม่ฟื้นตัวไปที่ระดับใกล้เคียง 400 $/ton (2H25F) ที่คาดเป็นระดับที่ทำให้กลับมาเปิดผลิต LSP ได้ต่อเนื่องและลดภาระขาดทุนจากต้นทุนคงที่
- ยังไม่เห็นสัญญาณ upside ต่อประมาณการจากข้อมูลในที่ประชุมนักวิเคราะห์
- มี EBITDA เป็นบวก (ไม่รวม LSP)
- ส่วนสาย Vinyl (PVC) คาดจะฟื้นตัวได้จากต้นทุน feedstock ที่ลดลง ได้ supply ที่เพิ่มขึ้นในเกาหลีใต้และ U.S. (4Q24 PVC spread 301 /ton Vs. 1Q25TD 295 /ton)
ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อหุ้นในเชิงลบ:
- 4Q67 มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดจากโครงการลาออกโดยสมัครใจของพนักงานและมีการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ค้างไว้นานรวมกันประมาณ 500 ล้านบาท
- มีการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ค้างไว้นาน
คำแนะนำการลงทุน
- INVX คงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ SCC โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 อ้างอิงวิธี SOTP ที่ 180 บาท
- GLOBLEX คงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ SCC พร้อมราคาเป้าหมาย 167 บาท
- KSS คงคำแนะนำ Neutral ต่อ SCC ที่ TP25F = 175.0 บาท
- ASPS ให้น้ำหนักลงทุน Neutral ประเมินราคาเหมาะสม 210 บาท
- KS แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 169.00 บาท
- YUANTA คงคำแนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 180.00 บาท
ตัวอย่างข้อมูลจากฟังก์ชัน Stock Analysis หุ้น SCC ณ วันที่ 24 มี.ค. 2568 เวลา 12.18 น.
อยากรู้หุ้น SCC ถูกตัว ถูกเวลา ราคาเหมาะสม หรือไม่
สามารถดูผ่าน App Trademan หรือ Website trademan.in.th
แพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้นสำเร็จรูป ให้คุณรู้ทุกจุด ซื้อ ถือ ขาย
